บันทึกของฉัน,  บันทึกประจำวัน

บันทึกประจำวัน # 7 เวลาจะช่วยรักษาทุกสิ่งทุกอย่างเอง

เวลาจะช่วยรักษาทุกสิ่งทุกอย่างเอง…..

จริงๆอยากจะเขียนเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนที่เงินหายแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เขียน จนมากระเป๋าตังค์หายอีกทีเนี่ยแหละ เลยมารู้สึกตัวว่าเอ้ะ เมื่อก่อนก็เคยทำของหายนะ แต่ด้วยคามเป็นคนที่ไม่ค่อยทำอะไรหายเท่าไหร่ พอหายทีก็จะเฟลและอึนไปนานมาก แต่มาคราวนี้ เรากลับแทบไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่ เลยมานั่งนึกๆดูว่าทำไมเราถึงรู้สึกกับการที่เงินหายของหายครั้งนี้น้อยจัง เงินหายของหายสองครั้งและเรายังรู้สึกเหมือนกันทั้งสองครั้งด้วย ไม่ได้เสียใจนะ เสียดายนิดหน่อย เซ็งเล็กน้อย ประมาณสิบนาที และหลังจากนั้นก็ออกไปในแนวเฉยๆ เออคือมันหายไปแล้วอะนะ จะไปทำอะไรได้

คิดไปคิดมาก็นึกถึงคำที่เค้าสอนชอบปลอบกันว่า เวลาก็จะช่วยรักษาทุกสิ่งทุกอย่างเอง ซึ่งมันก็จริงนะ เราไม่รู้คนอื่นจะตีความหมายประโยคนี้ยังไง แต่สำหรับเรา ที่เวลามันช่วยรักษาทุกสิ่งทุกอย่างเนี่ย เพราะเวลามันทำให้เราผ่านอะไรมาเยอะขึ้น พบอะไรหลายอย่างขึ้น และไม่พบอะไรหลายอย่างเช่นกัน พอมานั่งย้อนนึกดูที่เรารู้สึกน้อยลงน่าจะเป็นเพราะ

  • หนึ่ง เรื่องนี้ มันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น เราเอาไปเทียบกับเหตุการณ์อื่นในชีวิต และมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

เพราะเวลาทำให้เราผ่านอะไรมาหลายอย่าง และเรามีคลังประสบการณ์ ความทรงจำอยู่ในหัวมากขึ้น เวลาเจอเหตุการณ์อะไรต่างๆ ก็เอาไปเปรียบเทียบกับของเดิม และก็พบว่าเงินหายเนี่ย เออมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเท่าไหร่นะ มันก็มีระดับความเสียหาย ระดับผลกระทบกับเราอยู่แหละ แต่จะมีขนาดที่ทำให้เราซึมไปเลยทั้งวัน มันก็อาจจะไม่ ไม่ในที่นี้คือไม่มีผลกระทบขนาดนั้นและไม่คุ้มที่จะเป็นอย่างนั้นด้วย เราผ่านอะไรที่น่ากลุ้มกว่านี้มาแล้วนะ แบบที่เค้าชอบบอกว่าเรื่องใหญ่กว่านี้ก็เคยมาแล้วอะไรทำนองนั้น (แต่คือเงินหายปลายเดือนเนี่ยเรื่องใหญ่นะเอาจริง)

  • สอง ขนาดความสำคัญมันเล็กลง เงินเนี่ยมันมีค่าเท่าเดิมแหละ เพียงแต่เมื่อเราเริ่มหาเงินได้ ขนาดของเงินที่มีผลต่อเรามันเลยเล็กลงไปด้วย เงินไม่ได้เปลี่ยนคุณค่าของมัน แต่เป็นเราที่เปลี่ยนการให้คุณค่าของเงินไปเอง

นึกถึงตอนเราเด็กๆเราชื่นชมหวงแหนเก็บรักษาแบงค์ร้อยมาก เพราะตอนเด็กๆเราอยู่ด้วยเหรียญสิบ แบงค์ร้อยถือว่าเป็นแบงค์ที่ใหญ่มากสำหรับเรา เก็บหอมรอมริบ นานๆใช้ที เก็บเหรียญไปแลกได้แต่ละทีนี่มีความสุขมาก แต่ตอนนี้เรากลับใช้แบงค์ร้อยเหมือนมันเป็นเหรียญสิบ เป็นของสามัญทั่วไป เป็นขนาดเงินปกติที่เราใช้กัน เพราะเวลาผ่านไปจากต้องขอเงินพ่อแม่ เราก็หาเงินเองได้แล้ว วงเงินที่เราใช้จ่ายมันก็เริ่มสูงขึ้น จนเราเปลี่ยนคุณค่าของเงินี่หายเป็นแค่มื้ออาหารดีๆสักมื้อ ก็เลยรู้สึกอึนน้อยลง

  • สาม เราผ่านอะไรมาหลายอย่าง เรามีวิธีการรีดเร้นความเศร้าความอึนออกไปได้เร็วขึ้น

เพราะเราผ่านอะไรมาหลายอย่าง เจอกับความเศร้ามาหลายครั้ง บางครั้งอาจใช้เวลานาน บางครั้งอาจใช้เวลาเพียงสั้นในการฟื้นฟูความรู้สึก แต่สุดท้ายเราก็ผ่านมันมาได้จนทุกวันนี้ เราเรียนรู้วิธีการจัดการกับความเศร้าหลายๆรูปแบบ จนวิธีจัดการความเศร้าของเราก็พัฒนาตามขึ้นมาด้วย เราอาจจะรู้สึกเท่าเดิมแหละ แต่เรากำจัดความรู้สึกนั้นได้เร็วขึ้น เราเลยรู้สึกกับมันไม่นานมากเท่าเมื่อก่อน

  • สี่ การที่เราไม่พบอะไรหลายๆอย่าง หลายๆความผิดหวัง มันก็สอนให้เราตัดใจ ปล่อยไปมากขึ้น เพราะเราเรียนรู้แล้วว่ากลุ้มไปก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่กลุ้มก็ทำอะไรไม่ได้ มันก็คงอยู่ที่เราเลือกจะปรับอารมณ์ละนะ

เวลาที่ผ่านไป ทำให้เราพบกับความผิดหวัง สูญเสียมาเรื่อยๆ จนเรารู้ว่าในที่สุดล้วมันก็จะมีบางอย่างที่เราทำอะไรกับมันไม่ได้จริงๆ ต่อให้พยายามหรือทำอะไรมากเท่าไหร่ และเราก็รู้ว่าสิ่งที่เราย้อนกลับมาไม่ได้เลยคือ เวลา พอบวกกับความรู้สึกที่เงินหายมีผลต่อเราน้อยลงๆ และเราทำอะไรไม่ได้ เวลาก็ย้อนคืนมาไม่ได้ ทำไมเราต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะเสียเวลาไปกับการเสียใจในสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่ามันจะไม่เปลี่ยนแปลง จมอยู่กับคามเศร้าความเซ็งนั้น หรือเราจะช่างมันเดินหน้าต่อไป มันก็ทำให้เราเดินต่อไปได้เร็วขึ้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

%d bloggers like this: