• Itinerary,  บันทึกนักท่องเที่ยว,  อินโดนีเซีย,  โบรโม่-คาวาอีเจี้ยน | Bromo-Kawah Ijien

    Bromo-Kawah Ijien : ตาดูดาว เท้าติดดิน

    Bromo-Kawah Ijien ทริปสั้นๆ 5 วัน 4 คืน ในอินโดนีเซีย ที่ทำให้การรอคอยมีความคุ้มค่า เก็บไว้ประทับใจได้ยาวๆ

  • บันทึกของฉัน,  บันทึกประจำวัน

    บันทึกประจำวัน #9 ชีวิตที่ไม่มีเฟสบุ๊ค

    จริงๆอันนี้ จัดว่าเป็นภาคต่อของ 21 วันกับการเปลี่ยนนิสัย ที่เราได้ทดลองอยู่แบบไม่มีเฟสบุ๊คมา แล้วก็พบว่ามันเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจพอสมควร เลยอยากบันทึกเก็บไว้สักหน่อย ชีวิตที่ไม่มีเฟสบุ๊ค…..ชีวิตเราจะเดินช้าลงมากๆ คือช้าลงทุกเรื่องเลย แต่เอาจริงๆ….มันก็ดีนะ เมื่อก่อนเราอยู่ท่ามกลางดงข่าวสาร ข้อมูล เรื่องราวมากมาย ทุกอย่างลอยไปมารอบตัวเรา และเราวิ่งวนวุ่นวายเพื่อตามจับมัน ตามเก็บมัน ตามอ่านมัน มันก็เหนื่อยแบบไม่จำเป็น พอเราเลือกไม่รับรู้อะไรมาก เรากลับได้รู้ในเรื่องที่เราอยากรู้มากขึ้นนะ เราค่อยๆคิด ค่อยๆนึก และค่อยๆตามหาสิ่งที่เราสนใจไปทีละเล็กละน้อย แต่ข้อเสียคือข่าวสาร กิจกรรม อะไรใหม่ๆเราจะไม่รุ้เลย ยิ่งไม่ดูทีวีด้วยแล้วนี่คือจบเลย เรื่องบางเรื่องก็มารู้ตอนเค้าเล่าๆกัน ชีวิตที่ไม่มีเฟสบุ๊ค…..ชีวิตเราจะอยู่แต่กับตัวเรา….ดีไหมไม่รู้ แต่มันสงบนะ เราได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น ทบทวน และให้เวลากับตัวเองไปทำอะไรได้หลายอย่างขึ้น ไม่ต้องเอาเวลาเราไปใช้กับการชีวิตคนอื่น เอาเวลามาใส่ใจตัวเองได้มากขึ้นและใส่ใจคนแบบมีรายละเอียดมากกว่ากดไลค์ไปผ่านๆ ใช้ชีวิตแบบตัวเองได้สบายใจ คือเมื่อก่อนพอเห็นคนมากมาย เห็นอะไรหลายอย่าง มันก็ต้องมีกิเลสบ้าง มีอารมณ์นอยด์บ้าง แต่พอตอนนี้ไม่เห็นใครเลย ก็สงบดี อารมณ์โดยรวมๆของวันก็จะดี ไม่ขึ้นลง ชีวิตที่ไม่มีเฟสบุ๊ค…..ชีวิตเราจะมีเวลาขึ้นเยอะมาก….จนน่าตกใจ ตอนเลิกเล่นแรกๆ เราเคว้งคว้างมาก ทำไมมีเวลาว่างเยอะขนาดนี้ทำอะไรดีนะ จนผ่านมาสักพัก เมื่อเราหากิจกรรมที่จะทำได้ เราก็ต้องแอบตกใจว่า เมื่อก่อนเราเสียเวลาไปกับเฟสบุ๊คขนาดนี้เลยหรอเนี่ย! เพราะในความทรงจำเรานึกไม่ออกเลยว่าเราทำอะไรไปบ้างนอกจากเฟสบุ๊ค คือเฟสบุ๊คเอาเวลาส่วนใหญ่ไปจริง และมันเอาไปเยอะมากเพราะเมื่อไม่มีเฟสบุ๊คเราทำอะไรหลายอย่างเสร็จไปแบบที่ไม่คิดว่าจะทำเสร็จ

  • บันทึกของฉัน,  บันทึกประจำวัน

    บันทึกประจำวัน #8 21วันกับการเปลี่ยนนิสัย

    เค้าบอกกันว่า ถ้าอยากเปลี่ยนพฤติกรรมใดๆ ให้ทำสิ่งๆนั้นติดต่อกัน 21 วัน ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง เราได้ทดลองทฤษฎีนี้ดูกับการเลิกเล่นเฟสบุ๊ค นี่ถือเป็นซีซั่นสองละ…ซีซั่นแรกล้มเหลวไปหน่อย รอบนี้เราเอาข้อผิดพลาดที่ทำให้ซีซั่นแรกล้มเหลว มาแก้ไขในรอบนี้ ด้วยการหักดิบเลิกแบบเด็ดขาดไปเลย ตัดทุกช่องทางกับเฟสบุ๊ค แม้ตอนกลางๆจะขอมาคอนเนคเพื่ออัพเดทเกมบ้าง แต่โดยรวมๆเราตัดขาดจากหน้าHome/Feedไปเลย ถามว่ามันสำเร็จไหม กับการทำอะไรติดต่อกัน 21 วันเพื่อจะเปลี่ยนพฤติกรรม ก็บอกเลยว่า มันจริงนะ มันสำเร็จ เราเปลี่ยนได้จริงๆ และพอทำไปเรื่อยๆเราสามารถยืดได้มาถึง 29 วัน ที่ไม่ได้เข้าเฟสบุ๊คเลยที่เดียว สัปดาห์ที่ 1 ในช่วง 7 วันแรกเป็นช่วงที่ยากลำบากนิดหน่อย ในการเลิกทำสิ่งที่เคยทำอยู่เป็นประจำ จะเคว้งคว้าง ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะจัดการยังไงทำอะไรดี เป็นช่วงเวลาที่อึดอัดมาก ที่จะต้องหาทางอยู่กับมัน สัปดาห์ที่ 2 เราจะเริ่มคุ้นชิน กับการไม่ได้ทำพฤติกรรมเดิมๆแล้ว คุ้นเคยกับการอยู่โดยไม่มีเฟสบุ๊ค ไม่อึดอัดมากเหมือน 7 วันแรก เป็นสัปดาห์แห่งการปรับตัว ในช่วงระยะเวลานี้ต้องเตือนตัวเองบ่อยหน่อย เพราะจะมีความคิดแว่บๆว่าเรางดมาได้อาทิตย์นึงแล้ว เก่งแล้ว สัปดาห์ที่ 3 เหมือนเป็นการย้ำกับตัวเองมากกว่าการปรับตัวอยู่กับพฤติกรรมนั้นๆ ถามว่าถ้าจะเลิกเล่น ทำแค่ 2 สัปดาห์ก็พอนะ เราอยู่ได้สบายๆ โดยไม่อึดอัด แต่สัปดาห์ที่ 3 เหมือนเป็นการย้ำกับตัวเองไปอีก ต้องเตือนตัวเองเล็กน้อย เพราะบางทีก็จะนึกถึงกำหนดที่เราตั้งไว้ สัปดาห์ที่ 4 สัปดาห์นี้ไม่ต้องบอกตัวเอง ไม่ต้องเตือนตัวเองไม่ให้เข้าเฟสบุ๊คแล้ว เพราะเราลืมไปเลยว่าต้องเข้าเฟสบุ๊ค แทบจะไม่นึกถึงเลยใน 1 วัน แต่มานั่งคิดๆดู มันอาจจะไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลาของการทำสิ่งๆนั้นในการเปลี่ยนนิสัย แต่มันอยู่ที่วิธีการคิดมากกว่า ซึ่ง เวลา 3 อาทิตย์ก็ดูจะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราปรับการคิด ปรับตัวเองได้พอดี เดาว่าคนที่จิตเข้มแข็ง เข้มงวดกับตัวเองหน่อย คงสามารถทำได้ในอาทิตย์เดียว แต่คนธรรมดาทั่วๆไป ก็สักสามอาทิตย์เนอะ ลองดูๆ ปล.ข้อดีที่สุดของการเลิกเล่นเฟสบุ๊ค คือแบตมือถือเหลือเยอะมาก 🙂    

  • บันทึกของฉัน,  บันทึกประจำวัน

    บันทึกประจำวัน # 7 เวลาจะช่วยรักษาทุกสิ่งทุกอย่างเอง

    เวลาจะช่วยรักษาทุกสิ่งทุกอย่างเอง….. จริงๆอยากจะเขียนเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนที่เงินหายแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เขียน จนมากระเป๋าตังค์หายอีกทีเนี่ยแหละ เลยมารู้สึกตัวว่าเอ้ะ เมื่อก่อนก็เคยทำของหายนะ แต่ด้วยคามเป็นคนที่ไม่ค่อยทำอะไรหายเท่าไหร่ พอหายทีก็จะเฟลและอึนไปนานมาก แต่มาคราวนี้ เรากลับแทบไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่ เลยมานั่งนึกๆดูว่าทำไมเราถึงรู้สึกกับการที่เงินหายของหายครั้งนี้น้อยจัง เงินหายของหายสองครั้งและเรายังรู้สึกเหมือนกันทั้งสองครั้งด้วย ไม่ได้เสียใจนะ เสียดายนิดหน่อย เซ็งเล็กน้อย ประมาณสิบนาที และหลังจากนั้นก็ออกไปในแนวเฉยๆ เออคือมันหายไปแล้วอะนะ จะไปทำอะไรได้ คิดไปคิดมาก็นึกถึงคำที่เค้าสอนชอบปลอบกันว่า เวลาก็จะช่วยรักษาทุกสิ่งทุกอย่างเอง ซึ่งมันก็จริงนะ เราไม่รู้คนอื่นจะตีความหมายประโยคนี้ยังไง แต่สำหรับเรา ที่เวลามันช่วยรักษาทุกสิ่งทุกอย่างเนี่ย เพราะเวลามันทำให้เราผ่านอะไรมาเยอะขึ้น พบอะไรหลายอย่างขึ้น และไม่พบอะไรหลายอย่างเช่นกัน พอมานั่งย้อนนึกดูที่เรารู้สึกน้อยลงน่าจะเป็นเพราะ หนึ่ง เรื่องนี้ มันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น เราเอาไปเทียบกับเหตุการณ์อื่นในชีวิต และมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะเวลาทำให้เราผ่านอะไรมาหลายอย่าง และเรามีคลังประสบการณ์ ความทรงจำอยู่ในหัวมากขึ้น เวลาเจอเหตุการณ์อะไรต่างๆ ก็เอาไปเปรียบเทียบกับของเดิม และก็พบว่าเงินหายเนี่ย เออมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเท่าไหร่นะ มันก็มีระดับความเสียหาย ระดับผลกระทบกับเราอยู่แหละ แต่จะมีขนาดที่ทำให้เราซึมไปเลยทั้งวัน มันก็อาจจะไม่ ไม่ในที่นี้คือไม่มีผลกระทบขนาดนั้นและไม่คุ้มที่จะเป็นอย่างนั้นด้วย เราผ่านอะไรที่น่ากลุ้มกว่านี้มาแล้วนะ แบบที่เค้าชอบบอกว่าเรื่องใหญ่กว่านี้ก็เคยมาแล้วอะไรทำนองนั้น (แต่คือเงินหายปลายเดือนเนี่ยเรื่องใหญ่นะเอาจริง) สอง ขนาดความสำคัญมันเล็กลง เงินเนี่ยมันมีค่าเท่าเดิมแหละ เพียงแต่เมื่อเราเริ่มหาเงินได้ ขนาดของเงินที่มีผลต่อเรามันเลยเล็กลงไปด้วย เงินไม่ได้เปลี่ยนคุณค่าของมัน แต่เป็นเราที่เปลี่ยนการให้คุณค่าของเงินไปเอง นึกถึงตอนเราเด็กๆเราชื่นชมหวงแหนเก็บรักษาแบงค์ร้อยมาก เพราะตอนเด็กๆเราอยู่ด้วยเหรียญสิบ แบงค์ร้อยถือว่าเป็นแบงค์ที่ใหญ่มากสำหรับเรา เก็บหอมรอมริบ นานๆใช้ที เก็บเหรียญไปแลกได้แต่ละทีนี่มีความสุขมาก แต่ตอนนี้เรากลับใช้แบงค์ร้อยเหมือนมันเป็นเหรียญสิบ เป็นของสามัญทั่วไป เป็นขนาดเงินปกติที่เราใช้กัน เพราะเวลาผ่านไปจากต้องขอเงินพ่อแม่ เราก็หาเงินเองได้แล้ว วงเงินที่เราใช้จ่ายมันก็เริ่มสูงขึ้น จนเราเปลี่ยนคุณค่าของเงินี่หายเป็นแค่มื้ออาหารดีๆสักมื้อ ก็เลยรู้สึกอึนน้อยลง สาม เราผ่านอะไรมาหลายอย่าง เรามีวิธีการรีดเร้นความเศร้าความอึนออกไปได้เร็วขึ้น เพราะเราผ่านอะไรมาหลายอย่าง เจอกับความเศร้ามาหลายครั้ง บางครั้งอาจใช้เวลานาน บางครั้งอาจใช้เวลาเพียงสั้นในการฟื้นฟูความรู้สึก แต่สุดท้ายเราก็ผ่านมันมาได้จนทุกวันนี้ เราเรียนรู้วิธีการจัดการกับความเศร้าหลายๆรูปแบบ จนวิธีจัดการความเศร้าของเราก็พัฒนาตามขึ้นมาด้วย เราอาจจะรู้สึกเท่าเดิมแหละ แต่เรากำจัดความรู้สึกนั้นได้เร็วขึ้น เราเลยรู้สึกกับมันไม่นานมากเท่าเมื่อก่อน สี่ การที่เราไม่พบอะไรหลายๆอย่าง หลายๆความผิดหวัง มันก็สอนให้เราตัดใจ ปล่อยไปมากขึ้น เพราะเราเรียนรู้แล้วว่ากลุ้มไปก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่กลุ้มก็ทำอะไรไม่ได้ มันก็คงอยู่ที่เราเลือกจะปรับอารมณ์ละนะ เวลาที่ผ่านไป ทำให้เราพบกับความผิดหวัง สูญเสียมาเรื่อยๆ จนเรารู้ว่าในที่สุดล้วมันก็จะมีบางอย่างที่เราทำอะไรกับมันไม่ได้จริงๆ ต่อให้พยายามหรือทำอะไรมากเท่าไหร่ และเราก็รู้ว่าสิ่งที่เราย้อนกลับมาไม่ได้เลยคือ เวลา พอบวกกับความรู้สึกที่เงินหายมีผลต่อเราน้อยลงๆ และเราทำอะไรไม่ได้ เวลาก็ย้อนคืนมาไม่ได้ ทำไมเราต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะเสียเวลาไปกับการเสียใจในสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่ามันจะไม่เปลี่ยนแปลง จมอยู่กับคามเศร้าความเซ็งนั้น หรือเราจะช่างมันเดินหน้าต่อไป มันก็ทำให้เราเดินต่อไปได้เร็วขึ้น

  • Mini Review,  จิ่วไจ้โกว | Jiuzhaigou,  จีน,  บันทึกนักท่องเที่ยว

    Jiuzhaigou Heaven’s On Earth : สวรรค์บนดิน บินแค่ 3 ชั่วโมง

    จิ่วไจ้โกว (Jiuzhaigou) คือ??? จิ่วไจ้โกว (หุบเขาเก้าหมู่บ้าน) ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านทิเบตจำนวนเก้าหมู่บ้าน จนกระทั่งรัฐบาลจีนเปลี่ยนมาเป็นอุทยานแห่งชาติ (ยังมีหมู่บ้านธิเบตเหลือให้เห็นในอุทยานเช่นกัน) อุทยานแห่งชาติจิ่วไจ้โกวจัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับคัดแล้วของจีน (AAAAA level) ฉะนั้นเรื่องความสวยงามอลังการไม่ต้องเป็นห่วง ส่วนจะสวยงามอลังการมากหรือน้อย นั้นก็ขึ้นกับจังหวะที่ไปด้วยเช่นกัน เอาง่ายๆก็คืออุทยานธรรมชาติ เน้นท่องเที่ยวธรรมชาติ เดินป่า ชมใบไม้ ทะเลสาบ ซึ่งมีทะเลสาบที่สวยมากกกกก ส๊วยสวย สวยจริง สวยจัง ผสมกันไปหมด เอาเป็นว่าเลอค่า

  • บันทึกของฉัน,  บันทึกประจำวัน

    บันทึกประจำวัน # 6 เวลาผ่านไปเร็วจังเนอะ…

    พอซื้อโทรศัพท์ใหม่ก็ต้องมานั่งย้ายรายชื่อผู้ติดต่อเข้าไปใหม่ และก็ค้นพบว่าด้วยเทคโนโลยีที่เชื่อมอีเมลล์ทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกัน เราเลยได้รายชื่อผู้ติดต่อตั้งแต่อดีต สมัยอินเตอร์เนตเข้ามาแรกๆ เพื่อน ประถม มัธยม มหาลัยมาเพียบเลย…เวลาผ่านไปเร็วจังเนอะ… พอวันเวลาผ่านไปหลายๆสิ่งก็เปลี่ยนไป แต่ก่อนสมัยฟอร์เวิร์ดเมลล์ยังฮิต คงเป็นช่วงบ้าเห่ออินเตอร์เนตละมั้ง เรามีอีเมลล์แต่ละคนเก็บไว้เพียบเลย แต่มาไล่ๆดูจะเป็นเพื่อนตอนเด็กๆทั้งนั้น พอโตมาก็ไม่ค่อยมีอีเมลล์ใครใหม่ๆละ ถ้าจะเซฟอีเมลล์ใครเข้าไปต้องมีธุระจริงๆละ เหมือนว่าเราเลือกเก็บผู้ติดต่อมากขึ้น แต่จริงๆแล้วตอนนี้ก็คงไม่ค่อยมีใครใช้อีเมลล์ส่งข้อความแล้วละมั้ง พอมานั่งไล่ๆดู ก็พบว่าหลายๆคนในหลายชื่อก็หายไป บางคนก็เซฟมาอย่างงงๆไม่ได้เลือก แต่บางคนก็ไม่รู้ว่าเราหายไปจากกันเมื่อไหร่ แต่รู้ตัวอีกทีพบว่าเกินครึ่งคือรายชื่อที่เราไม่ได้ติดต่อแล้วด้วยซ้ำ ยิ่งย้ายโทรศัพท์บ่อยๆ เบอร์เพื่อนๆหายเกลี้ยงเลย แต่เรากลับเลือกที่จะลบคนเหล่านั้นออกไปอย่างสมบูรณ์ มากกว่าจะพยายามที่จะอัพเดตรายชื่อนั้นด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าเพราะเดี๋ยวนี้มันง่ายมากที่เราจะติดต่อใครสักคน จนไม่จำเป็นต้องเซฟหรือมีรายชื่อผู้ติดต่อมากมายก็ได้ ทักแชทไป ถามใครสักคนเอาก็ได้ หรือจริงๆแล้วรายชื่อที่เยอะไปมันทำให้เราหาชื่อคนที่เราจะติดต่อตอนนี้แทบจะไม่เจอ ทำให้การนั่งจัดรายชื่อก็คงเหมือนกับการนั่งเรียงความสำคัญละมั้ง