• บันทึกประจำวัน

    บันทึกประจำวัน #11 ค่าครองชีพแพงจริง

    ที่เค้าว่ากันว่าค่าครองชีพสมัยนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ เราก็รู้สึกบ้างเล็กน้อย คือค่อยๆปรับตัวชินกับค่าข้าวที่แพงขึ้นๆ ได้เรื่อย  แต่พอวันนี้ จะเข้าไปซื้อการ์ตูนมาอ่าน โอ้โหหห รู้เลยว่าไม่ได้เข้าร้านการ์ตูนนานมากจริงๆ และค่าครองชีพ ของฟุ่มเฟือยแบบการ์ตูนนี่ขึ้นเร็วกว่าราคาน้ำมันซะอีก  พี่เล่นฟาดไปเล่มละ65แล้วววว ราคารุนแรงเหลือเกิน จำได้ว่าไม่ได้ซื้อมาปีกว่าๆเองนะ แต่ราคาขึ้นพรวดๆแบบนี้ ช็อคไปเบาๆ สมัยก่อนจาก 30 > 35 ก็ใช้เวลาราวๆหนึ่งละ จำได้ว่าตอนไต่ขึ้น 40 บาทต่อเล่มนี่เหนื่อยใจเบาๆ ตอนขยับเป็น 45 บาทยังคิดว่าพอเถอะะะ เจอวันนี้เข้าไป 65 บาท จุกๆกันไป ดีที่เราหลุดวังวนการ์ตูนมาได้ละ เหลือตามต่ออีกสามเรื่อง (ที่ไม่มีทีท่าจะจบซะด้วย) ฮือออออ คาดว่าโคนันเล่มจบ คงจะปิดที่เล่มละร้อยบาทละ

  • บันทึกของฉัน

    อาหารบนทางเท้า เสน่ห์กรุงเทพที่กำลังจะหายไป?

    ช่วงที่ผ่านมาได้อ่านข่าวเกี่ยวกับการขอคืนพื้นที่ทางเท้าของกรุงเทพ ห้ามขายอาหารบนทางเท้า (ซึ่งจริงๆ พื้นที่ส่วนใหญ่ก็ขายไม่ได้อะนะ ยกเว้นจุดผ่อนปรนบางอัน) แล้วสื่อก็ตีข่าวใหญ่เลย ว่ากรุงเทพเพิ่งได้เป็นสวรรค์ของอาหารริมถนน ก็ไม่แน่ใจว่าหลักเกณฑ์ที่จะได้มานี่ต้องเน้นขายบนถนนหรือป่าว ซึ่งที่อื่นไม่ให้ขายไง แต่เรื่องความอร่อยก็ไม่เถียง เราว่าอร่อยจริง (ไม่ได้อวย) พอมานั่งคิดๆดู เอาจริงๆแล้วมันก็อาจจะทำลายเสน่ห์ของกรุงเทพไปจริงๆนั่นแหละ บ้านเมืองเรียบร้อย สะอาดขึ้น ส่วนใหญ่เค้าก็มีกัน แต่แบบรกรุงรัง วางของขายบนทางเท้าไม่ค่อยมี สำหรับนักท่องเที่ยวก็คงเป็นเสน่ห์อย่างนึงแหละ มาทั้งทีก็อยากเห็นอะไรแปลกใหม่ที่ที่บ้านไม่มี (เหมือนคนไทยเวลาไปเจอบ้านเมืองที่สะอาดเรียบร้อยเวลาไปต่างประเทศนั่นละ) ได้อ่านกระทู้นึงเรื่องผังเมือง เลยทำให้คิดว่าจริงๆแล้วความวิบัติของร้านบนทางเท้าอาจจะมาจากผังเมืองกรุงเทพก็ได้นะ เค้าว่าในต่างประเทศ การทำผังเมืองเป็นบล็อก จะช่วยเรื่องรถติด และทำให้ดูปลอดภัยที่จะเดินเพราะมันทั่วถึงกันง่าย ร้านรวงริมทางก็เปิดกันเพราะคนเดิน แต่ของไทย พี่เล่นตัดเป็นแนวยาว ทำให้บางช่วงที่คนไม่แน่นก็โหวงไปเลย ช่วงที่คนเดินก็อัดแน่นร้านรวงริมทางก็ขายได้ คนเลยอยากมาขายจนตั้งล้นออกมาบนทางเท้า แล้วก็อีรุงตุงนังกันมาจนวันนี้ละมั้ง แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า คนจัดอันดับ นักท่องเที่ยว นั้นมาแล้วก็ไป ไม่ต้องมาทนอยู่กับความเบียดเสียดบนทางเท้า จนต้องลงไปเดินบนนถนน ความสกปรกของทางเท้าจากขยะอาหาร เสื้อผ้า ของขาย ไหนจะน้ำเสียที่เททิ้งลงไปอีก คือมันอาจจะเป็นเสน่ห์ก็จริง แต่คนกรุงเทพทุกข์ทนโคตร นอกจากจะต้องเบียดกับร้านบนทางเท้าแล้ว ยังต้องเบียดกับมอเตอร์ไซต์บนทางเท้าอีกด้วย สุดท้ายทำไงเดินถนน เบียดกับรถสิจ้ะ ไม่นับว่าแม่ค้าริมถนนพวกนี้โคตรเอาเปรียบแม่ค้าที่เช่าที่อย่างถูกต้องขนาดไหนนะ ค่าเช่าฟรี(จ่ายส่วยไม่นับละกันเนอะ) ค่าทำความสะอาดไม่ต้อง โยนลงพื้น เทลงท่อไปเลย แต่อย่างว่าเมื่อก่อนคนไม่รู้จะทำอะไรก็ไปขายอาหาร ขายเสื้อผ้ากันโครมๆ เพราะยังไงคนเดินดินก็ต้องกินอยู่ดี (ตอนนี้คงต้องเปิดร้านกาแฟ) เราก็เคยพลาดไปอุดหนุนแม่ค้าพวกนี้อยู่ เราก็เสียดายเสน่ห์ของกรุงเทพนะ ถ้ามันจะหายไป ร้านก๋วยเตี๋ยวลุยสวนหน้าสีลมที่ซื้อทุกวันย้ายหายไปไหนจนทุกวันนี้ก็ยังหาไม่เจอ แต่ เรายังจำความรู้สึกวันแรกที่ห้ามขายได้ แล้วทางเท้าโล่งๆที่คิดถึงก็ไม่ต้องรอเฉพาะวันจันทร์อีกต่อไป เคยเดินหน้าสีลมตอนเช้าๆ วันที่มีร้านกับวันที่ไม่มีร้าน ความเร็วในการไปถึงจุดหมาย ต่างกันลิบลับ คิดยังไงก็อยากได้ทางเท้าคืนมากกว่า นักท่องเที่ยวก็ไปเดินโซนที่เค้าจัดไว้ให้ละกันเนอะ

  • บันทึกของฉัน

    บทเรียนจาก NOKIA กับ ความดันทุรัง (สูง)

    โนเกีย ออกมือถือ แอนดรอยด์ แล้ว!! พอเห็นข่าวนี้ เราก็ได้แต่เหลือบมองมือถือโนเกีย น่าจะรุ่นสุดท้ายก่อนจะออกรุ่นต่อๆมาในนามของไมโครซอฟท์ ที่ตอนนี้มีประโยชน์ใช้สอยแค่ไว้ปลุกตอนเช้า แล้วถอนหายใจเบาๆ กับเพื่อนคนนี้ แว้บแรกที่รู้สึกเลยคือ ที่ผ่านมาโนเกียคงได้เรียนรู้ความดันทุรังที่ไร้ประโยชน์ไปแล้วสินะ แต่อย่างว่า บทเรียนในชีวิตหลายๆอย่าง ถ้าไม่เรียนรู้เอง ไม่เจ็บเอง ก็คงไม่เข้าใจ แล้วเราได้บทเรียนอะไรจากโนเกียบ้าง??

  • บันทึกของฉัน,  บันทึกประจำวัน

    บันทึกประจำวัน #9 ชีวิตที่ไม่มีเฟสบุ๊ค

    จริงๆอันนี้ จัดว่าเป็นภาคต่อของ 21 วันกับการเปลี่ยนนิสัย ที่เราได้ทดลองอยู่แบบไม่มีเฟสบุ๊คมา แล้วก็พบว่ามันเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจพอสมควร เลยอยากบันทึกเก็บไว้สักหน่อย ชีวิตที่ไม่มีเฟสบุ๊ค…..ชีวิตเราจะเดินช้าลงมากๆ คือช้าลงทุกเรื่องเลย แต่เอาจริงๆ….มันก็ดีนะ เมื่อก่อนเราอยู่ท่ามกลางดงข่าวสาร ข้อมูล เรื่องราวมากมาย ทุกอย่างลอยไปมารอบตัวเรา และเราวิ่งวนวุ่นวายเพื่อตามจับมัน ตามเก็บมัน ตามอ่านมัน มันก็เหนื่อยแบบไม่จำเป็น พอเราเลือกไม่รับรู้อะไรมาก เรากลับได้รู้ในเรื่องที่เราอยากรู้มากขึ้นนะ เราค่อยๆคิด ค่อยๆนึก และค่อยๆตามหาสิ่งที่เราสนใจไปทีละเล็กละน้อย แต่ข้อเสียคือข่าวสาร กิจกรรม อะไรใหม่ๆเราจะไม่รุ้เลย ยิ่งไม่ดูทีวีด้วยแล้วนี่คือจบเลย เรื่องบางเรื่องก็มารู้ตอนเค้าเล่าๆกัน ชีวิตที่ไม่มีเฟสบุ๊ค…..ชีวิตเราจะอยู่แต่กับตัวเรา….ดีไหมไม่รู้ แต่มันสงบนะ เราได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น ทบทวน และให้เวลากับตัวเองไปทำอะไรได้หลายอย่างขึ้น ไม่ต้องเอาเวลาเราไปใช้กับการชีวิตคนอื่น เอาเวลามาใส่ใจตัวเองได้มากขึ้นและใส่ใจคนแบบมีรายละเอียดมากกว่ากดไลค์ไปผ่านๆ ใช้ชีวิตแบบตัวเองได้สบายใจ คือเมื่อก่อนพอเห็นคนมากมาย เห็นอะไรหลายอย่าง มันก็ต้องมีกิเลสบ้าง มีอารมณ์นอยด์บ้าง แต่พอตอนนี้ไม่เห็นใครเลย ก็สงบดี อารมณ์โดยรวมๆของวันก็จะดี ไม่ขึ้นลง ชีวิตที่ไม่มีเฟสบุ๊ค…..ชีวิตเราจะมีเวลาขึ้นเยอะมาก….จนน่าตกใจ ตอนเลิกเล่นแรกๆ เราเคว้งคว้างมาก ทำไมมีเวลาว่างเยอะขนาดนี้ทำอะไรดีนะ จนผ่านมาสักพัก เมื่อเราหากิจกรรมที่จะทำได้ เราก็ต้องแอบตกใจว่า เมื่อก่อนเราเสียเวลาไปกับเฟสบุ๊คขนาดนี้เลยหรอเนี่ย! เพราะในความทรงจำเรานึกไม่ออกเลยว่าเราทำอะไรไปบ้างนอกจากเฟสบุ๊ค คือเฟสบุ๊คเอาเวลาส่วนใหญ่ไปจริง และมันเอาไปเยอะมากเพราะเมื่อไม่มีเฟสบุ๊คเราทำอะไรหลายอย่างเสร็จไปแบบที่ไม่คิดว่าจะทำเสร็จ

  • บันทึกของฉัน,  บันทึกประจำวัน

    บันทึกประจำวัน #8 21วันกับการเปลี่ยนนิสัย

    เค้าบอกกันว่า ถ้าอยากเปลี่ยนพฤติกรรมใดๆ ให้ทำสิ่งๆนั้นติดต่อกัน 21 วัน ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง เราได้ทดลองทฤษฎีนี้ดูกับการเลิกเล่นเฟสบุ๊ค นี่ถือเป็นซีซั่นสองละ…ซีซั่นแรกล้มเหลวไปหน่อย รอบนี้เราเอาข้อผิดพลาดที่ทำให้ซีซั่นแรกล้มเหลว มาแก้ไขในรอบนี้ ด้วยการหักดิบเลิกแบบเด็ดขาดไปเลย ตัดทุกช่องทางกับเฟสบุ๊ค แม้ตอนกลางๆจะขอมาคอนเนคเพื่ออัพเดทเกมบ้าง แต่โดยรวมๆเราตัดขาดจากหน้าHome/Feedไปเลย ถามว่ามันสำเร็จไหม กับการทำอะไรติดต่อกัน 21 วันเพื่อจะเปลี่ยนพฤติกรรม ก็บอกเลยว่า มันจริงนะ มันสำเร็จ เราเปลี่ยนได้จริงๆ และพอทำไปเรื่อยๆเราสามารถยืดได้มาถึง 29 วัน ที่ไม่ได้เข้าเฟสบุ๊คเลยที่เดียว สัปดาห์ที่ 1 ในช่วง 7 วันแรกเป็นช่วงที่ยากลำบากนิดหน่อย ในการเลิกทำสิ่งที่เคยทำอยู่เป็นประจำ จะเคว้งคว้าง ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะจัดการยังไงทำอะไรดี เป็นช่วงเวลาที่อึดอัดมาก ที่จะต้องหาทางอยู่กับมัน สัปดาห์ที่ 2 เราจะเริ่มคุ้นชิน กับการไม่ได้ทำพฤติกรรมเดิมๆแล้ว คุ้นเคยกับการอยู่โดยไม่มีเฟสบุ๊ค ไม่อึดอัดมากเหมือน 7 วันแรก เป็นสัปดาห์แห่งการปรับตัว ในช่วงระยะเวลานี้ต้องเตือนตัวเองบ่อยหน่อย เพราะจะมีความคิดแว่บๆว่าเรางดมาได้อาทิตย์นึงแล้ว เก่งแล้ว สัปดาห์ที่ 3 เหมือนเป็นการย้ำกับตัวเองมากกว่าการปรับตัวอยู่กับพฤติกรรมนั้นๆ ถามว่าถ้าจะเลิกเล่น ทำแค่ 2 สัปดาห์ก็พอนะ เราอยู่ได้สบายๆ โดยไม่อึดอัด แต่สัปดาห์ที่ 3 เหมือนเป็นการย้ำกับตัวเองไปอีก ต้องเตือนตัวเองเล็กน้อย เพราะบางทีก็จะนึกถึงกำหนดที่เราตั้งไว้ สัปดาห์ที่ 4 สัปดาห์นี้ไม่ต้องบอกตัวเอง ไม่ต้องเตือนตัวเองไม่ให้เข้าเฟสบุ๊คแล้ว เพราะเราลืมไปเลยว่าต้องเข้าเฟสบุ๊ค แทบจะไม่นึกถึงเลยใน 1 วัน แต่มานั่งคิดๆดู มันอาจจะไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลาของการทำสิ่งๆนั้นในการเปลี่ยนนิสัย แต่มันอยู่ที่วิธีการคิดมากกว่า ซึ่ง เวลา 3 อาทิตย์ก็ดูจะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราปรับการคิด ปรับตัวเองได้พอดี เดาว่าคนที่จิตเข้มแข็ง เข้มงวดกับตัวเองหน่อย คงสามารถทำได้ในอาทิตย์เดียว แต่คนธรรมดาทั่วๆไป ก็สักสามอาทิตย์เนอะ ลองดูๆ ปล.ข้อดีที่สุดของการเลิกเล่นเฟสบุ๊ค คือแบตมือถือเหลือเยอะมาก 🙂    

  • บันทึกของฉัน,  บันทึกประจำวัน

    บันทึกประจำวัน # 7 เวลาจะช่วยรักษาทุกสิ่งทุกอย่างเอง

    เวลาจะช่วยรักษาทุกสิ่งทุกอย่างเอง….. จริงๆอยากจะเขียนเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนที่เงินหายแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เขียน จนมากระเป๋าตังค์หายอีกทีเนี่ยแหละ เลยมารู้สึกตัวว่าเอ้ะ เมื่อก่อนก็เคยทำของหายนะ แต่ด้วยคามเป็นคนที่ไม่ค่อยทำอะไรหายเท่าไหร่ พอหายทีก็จะเฟลและอึนไปนานมาก แต่มาคราวนี้ เรากลับแทบไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่ เลยมานั่งนึกๆดูว่าทำไมเราถึงรู้สึกกับการที่เงินหายของหายครั้งนี้น้อยจัง เงินหายของหายสองครั้งและเรายังรู้สึกเหมือนกันทั้งสองครั้งด้วย ไม่ได้เสียใจนะ เสียดายนิดหน่อย เซ็งเล็กน้อย ประมาณสิบนาที และหลังจากนั้นก็ออกไปในแนวเฉยๆ เออคือมันหายไปแล้วอะนะ จะไปทำอะไรได้ คิดไปคิดมาก็นึกถึงคำที่เค้าสอนชอบปลอบกันว่า เวลาก็จะช่วยรักษาทุกสิ่งทุกอย่างเอง ซึ่งมันก็จริงนะ เราไม่รู้คนอื่นจะตีความหมายประโยคนี้ยังไง แต่สำหรับเรา ที่เวลามันช่วยรักษาทุกสิ่งทุกอย่างเนี่ย เพราะเวลามันทำให้เราผ่านอะไรมาเยอะขึ้น พบอะไรหลายอย่างขึ้น และไม่พบอะไรหลายอย่างเช่นกัน พอมานั่งย้อนนึกดูที่เรารู้สึกน้อยลงน่าจะเป็นเพราะ หนึ่ง เรื่องนี้ มันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น เราเอาไปเทียบกับเหตุการณ์อื่นในชีวิต และมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะเวลาทำให้เราผ่านอะไรมาหลายอย่าง และเรามีคลังประสบการณ์ ความทรงจำอยู่ในหัวมากขึ้น เวลาเจอเหตุการณ์อะไรต่างๆ ก็เอาไปเปรียบเทียบกับของเดิม และก็พบว่าเงินหายเนี่ย เออมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเท่าไหร่นะ มันก็มีระดับความเสียหาย ระดับผลกระทบกับเราอยู่แหละ แต่จะมีขนาดที่ทำให้เราซึมไปเลยทั้งวัน มันก็อาจจะไม่ ไม่ในที่นี้คือไม่มีผลกระทบขนาดนั้นและไม่คุ้มที่จะเป็นอย่างนั้นด้วย เราผ่านอะไรที่น่ากลุ้มกว่านี้มาแล้วนะ แบบที่เค้าชอบบอกว่าเรื่องใหญ่กว่านี้ก็เคยมาแล้วอะไรทำนองนั้น (แต่คือเงินหายปลายเดือนเนี่ยเรื่องใหญ่นะเอาจริง) สอง ขนาดความสำคัญมันเล็กลง เงินเนี่ยมันมีค่าเท่าเดิมแหละ เพียงแต่เมื่อเราเริ่มหาเงินได้ ขนาดของเงินที่มีผลต่อเรามันเลยเล็กลงไปด้วย เงินไม่ได้เปลี่ยนคุณค่าของมัน แต่เป็นเราที่เปลี่ยนการให้คุณค่าของเงินไปเอง นึกถึงตอนเราเด็กๆเราชื่นชมหวงแหนเก็บรักษาแบงค์ร้อยมาก เพราะตอนเด็กๆเราอยู่ด้วยเหรียญสิบ แบงค์ร้อยถือว่าเป็นแบงค์ที่ใหญ่มากสำหรับเรา เก็บหอมรอมริบ นานๆใช้ที เก็บเหรียญไปแลกได้แต่ละทีนี่มีความสุขมาก แต่ตอนนี้เรากลับใช้แบงค์ร้อยเหมือนมันเป็นเหรียญสิบ เป็นของสามัญทั่วไป เป็นขนาดเงินปกติที่เราใช้กัน เพราะเวลาผ่านไปจากต้องขอเงินพ่อแม่ เราก็หาเงินเองได้แล้ว วงเงินที่เราใช้จ่ายมันก็เริ่มสูงขึ้น จนเราเปลี่ยนคุณค่าของเงินี่หายเป็นแค่มื้ออาหารดีๆสักมื้อ ก็เลยรู้สึกอึนน้อยลง สาม เราผ่านอะไรมาหลายอย่าง เรามีวิธีการรีดเร้นความเศร้าความอึนออกไปได้เร็วขึ้น เพราะเราผ่านอะไรมาหลายอย่าง เจอกับความเศร้ามาหลายครั้ง บางครั้งอาจใช้เวลานาน บางครั้งอาจใช้เวลาเพียงสั้นในการฟื้นฟูความรู้สึก แต่สุดท้ายเราก็ผ่านมันมาได้จนทุกวันนี้ เราเรียนรู้วิธีการจัดการกับความเศร้าหลายๆรูปแบบ จนวิธีจัดการความเศร้าของเราก็พัฒนาตามขึ้นมาด้วย เราอาจจะรู้สึกเท่าเดิมแหละ แต่เรากำจัดความรู้สึกนั้นได้เร็วขึ้น เราเลยรู้สึกกับมันไม่นานมากเท่าเมื่อก่อน สี่ การที่เราไม่พบอะไรหลายๆอย่าง หลายๆความผิดหวัง มันก็สอนให้เราตัดใจ ปล่อยไปมากขึ้น เพราะเราเรียนรู้แล้วว่ากลุ้มไปก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่กลุ้มก็ทำอะไรไม่ได้ มันก็คงอยู่ที่เราเลือกจะปรับอารมณ์ละนะ เวลาที่ผ่านไป ทำให้เราพบกับความผิดหวัง สูญเสียมาเรื่อยๆ จนเรารู้ว่าในที่สุดล้วมันก็จะมีบางอย่างที่เราทำอะไรกับมันไม่ได้จริงๆ ต่อให้พยายามหรือทำอะไรมากเท่าไหร่ และเราก็รู้ว่าสิ่งที่เราย้อนกลับมาไม่ได้เลยคือ เวลา พอบวกกับความรู้สึกที่เงินหายมีผลต่อเราน้อยลงๆ และเราทำอะไรไม่ได้ เวลาก็ย้อนคืนมาไม่ได้ ทำไมเราต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะเสียเวลาไปกับการเสียใจในสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่ามันจะไม่เปลี่ยนแปลง จมอยู่กับคามเศร้าความเซ็งนั้น หรือเราจะช่างมันเดินหน้าต่อไป มันก็ทำให้เราเดินต่อไปได้เร็วขึ้น

  • บันทึกของฉัน,  บันทึกประจำวัน

    บันทึกประจำวัน # 6 เวลาผ่านไปเร็วจังเนอะ…

    พอซื้อโทรศัพท์ใหม่ก็ต้องมานั่งย้ายรายชื่อผู้ติดต่อเข้าไปใหม่ และก็ค้นพบว่าด้วยเทคโนโลยีที่เชื่อมอีเมลล์ทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกัน เราเลยได้รายชื่อผู้ติดต่อตั้งแต่อดีต สมัยอินเตอร์เนตเข้ามาแรกๆ เพื่อน ประถม มัธยม มหาลัยมาเพียบเลย…เวลาผ่านไปเร็วจังเนอะ… พอวันเวลาผ่านไปหลายๆสิ่งก็เปลี่ยนไป แต่ก่อนสมัยฟอร์เวิร์ดเมลล์ยังฮิต คงเป็นช่วงบ้าเห่ออินเตอร์เนตละมั้ง เรามีอีเมลล์แต่ละคนเก็บไว้เพียบเลย แต่มาไล่ๆดูจะเป็นเพื่อนตอนเด็กๆทั้งนั้น พอโตมาก็ไม่ค่อยมีอีเมลล์ใครใหม่ๆละ ถ้าจะเซฟอีเมลล์ใครเข้าไปต้องมีธุระจริงๆละ เหมือนว่าเราเลือกเก็บผู้ติดต่อมากขึ้น แต่จริงๆแล้วตอนนี้ก็คงไม่ค่อยมีใครใช้อีเมลล์ส่งข้อความแล้วละมั้ง พอมานั่งไล่ๆดู ก็พบว่าหลายๆคนในหลายชื่อก็หายไป บางคนก็เซฟมาอย่างงงๆไม่ได้เลือก แต่บางคนก็ไม่รู้ว่าเราหายไปจากกันเมื่อไหร่ แต่รู้ตัวอีกทีพบว่าเกินครึ่งคือรายชื่อที่เราไม่ได้ติดต่อแล้วด้วยซ้ำ ยิ่งย้ายโทรศัพท์บ่อยๆ เบอร์เพื่อนๆหายเกลี้ยงเลย แต่เรากลับเลือกที่จะลบคนเหล่านั้นออกไปอย่างสมบูรณ์ มากกว่าจะพยายามที่จะอัพเดตรายชื่อนั้นด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าเพราะเดี๋ยวนี้มันง่ายมากที่เราจะติดต่อใครสักคน จนไม่จำเป็นต้องเซฟหรือมีรายชื่อผู้ติดต่อมากมายก็ได้ ทักแชทไป ถามใครสักคนเอาก็ได้ หรือจริงๆแล้วรายชื่อที่เยอะไปมันทำให้เราหาชื่อคนที่เราจะติดต่อตอนนี้แทบจะไม่เจอ ทำให้การนั่งจัดรายชื่อก็คงเหมือนกับการนั่งเรียงความสำคัญละมั้ง      

  • บันทึกของฉัน,  บันทึกประจำวัน

    บันทึกประจำวัน # 5 ช็อปปิ้ง

    ทำไมการช็อปปิ้ง ถึงกลายมาเป็นกิจกรรมคลายเครียดได้? มานั่งลองคิดดู มันคือเรื่องการควบคุมหรือป่าวนะ เพราะความเครียดที่เรามีมันเกิดมาจาก สถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้หรือป่าว แอบรู้สึกว่าตัวเองจะมีความเครียดสะสม เมื่อเราเจอเรื่องบางอย่างที่นอกเหนือ การควบคุม การจัดการของเรา หรือเรียกง่ายๆ ว่าต้องอยู่ในโหมดนั่งรอไปเรื่อยๆ รอการถูกเลือก แต่การช็อปปิ้ง มันทำให้เรารู้สึกเหมือนว่าเรามีอำนาจ ที่จะควบคุมมันได้ เราเลือกได้ เอาไม่เอา ซื้อไม่ซื้อ อำนาจอยู่ในมือเรา และเรากำลังใช้อำนาจนั้นไป ซื้อไปหลายอย่าง ยิ่งแพง ยิ่งใช้เงินไปเยอะ ก็เหมือนเรามีพลังอำนาจมาก ได้ในสิ่งที่ยากที่คนอื่นจะได้มา (เพราะคนอื่นไม่มีตังค์ หรือไม่พร้อมจะเป็นหนี้แบบเรา) เลยทำให้บางคนช็อปมันส์มือมาก เวลาเครียดมาก หรือจริงๆแล้ว ป่าวหรอก แค่ช็อปนั่นละ มันคือความอยากเฉยๆ ไม่มีเหตุผล เหมือนการกิน เครียดไม่เครียดก็ซื้อ ก็กินอยู่ดี เพราะถ้าจะบำบัดความเครียดด้วยการกินและการช็อปให้หายเครียด ลงเอยคงจะจน อ้วนและเครียดเหมือนเดิมอยู่ดี

  • บันทึกของฉัน,  บันทึกประจำวัน

    บันทึกประจำวัน #4 ลบ

    จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ เพราะวันนี้มีเวลามานั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยก่อนนอนเล็กน้อย (ซึ่งปกติหลับเลย) แต่ดันนั่งนึกไปมาแล้วก็นอนไม่หลับซะนี่ = = แต่ไหนๆก็เป็นการนึกเรื่อยเปื่อยที่มีประโยชน์เหมือนกัน ก็บันทึกเก็บไว้หน่อยละกัน เพราะถือเป็นการทบทวนตัวเองประจำไตรมาสไปเลยละกัน พอมานั่งคิดๆดู เรารู้สึกว่าเราเป็นคนที่ไม่ดีเลย เราไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายหรอก แต่ทำผิดต่อ”ความคิดต่อผู้อื่น” มันมีบางทีแหละเราไม่ชอบคนนั้น ไม่ชอบคนนี้ด้วยบางเหตุผล และส่วนมากเราก็มีแนวโน้มเลือกมองบางเรื่องเป็นบางด้าน ด้ยมุมมองของเรา คนนั้นแม่งอย่างนู้น คนนี้แม่งอย่างนั้น คนนั้นชีวิตดีมาก คนนี้สบายมาก บลาๆ มองไปด้านเดียว แล้วเราก็นู่นนี่นั่นอยู่คนเดียวร่ำไป แต่พอมาคิดดู เห้ย ตัวเราแม่งก็อย่างนั้นเหมือนกันแหละ ถ้ามองจากมุมของเค้า เหมือนอย่างที่เค้าว่าแหละ บางคนมีชีวิตสวยหรู งดงามบนเฟสบุ๊ค แต่ชีวิตจริงอาจจะบัดซบก็ได้ หรือบางคนชีวิตก็ระทมมากบนเฟสบุ๊ค แต่ชีวิตก็อาจจะร่าเริงสดใสปกติก็ได้ บางอย่างมันก็ตัดสินไม่ได้จากการมองมุมเดียว คนนั้นดี คนนี้ไม่ดี คนโน้นเก่ง คนนั้นห่วย บลาๆ ปัจจัยในการตัดสินคนมันมีมากมายหลายอย่างเยอะแยะ บางอย่างเราก็ต้องรู้ต้องเชี่ยวชาญด้วย ถึงจะสามารถตัดสินการกระทำของคนอื่นได้ว่าดีหรือไม่ดี ควรทำหรือไม่ควรทำ ถ้าเรามองปัจจัยเดียวแล้วตัดสินเลย โดยเราไม่รู้เรื่อง ไม่มีความเชี่ยวชาญ เชื่อเถอะ มันไม่ได้ทำให้เราออกมาดูดีเท่าไหร่นัก